อยากวิ่ง ต้องได้วิ่ง

IMG_3881

 

หลังจากบอกพี่หมอไปว่า “พิมยอมแพ้ พิมยอมแพ้แล้ว พิมจะเลิกวิ่งแล้วค่ะ พิมเจ็บ” สืบเนื่องมาจากว่า เมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว พิมออกกำลังกายหนักมาก วิ่งวันละ 10 โล เล่น weight training หนักด้วย พอเมื่อย พอเจ็บก็ไม่หยุด ดันทุรังวิ่งต่อไป คือเดิมเป็นคนชอบเดินอยู่แล้ว ไปไหนไปกัน เดินได้ทั้งวัน ขอเวลาพักแค่ตอนกิน กับเข้าห้องน้ำ พอ!!

หลังจากนั้นก็เริ่มเจ็บมากขึ้น มากขึ้น จนยืนนานๆไม่ได้ พิมไปทำ MRI ผลบอกว่าเอ็นไขว้หน้าที่เข่าพิมขาด พิมใช้รองเท้าได้ยี่ห้อเดียว รุ่นเดียว คือ sketchers shape-up คือส้นต้องหนาและซัพพอร์ทมากจริงๆ หลังจากช่วงนั้นคือช่วงที่พิมทำร้านขนม พิมต้องยืนทั้งวัน มันยิ่งทำให้ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ พิมเปลี่ยนรองเท้าไปหลายคู่ ซื้อรุ่นที่เค้าบอกว่ารุ่นนี้ cushion ดีที่สุดแล้ว รุ่นนี้ตัวท๊อปแล้ว แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย จนบางครั้งโมโหพนักงาน บอกว่าขอรุ่น cushion ที่ดีที่สุด สำหรับยืนทั้งวัน เดินทั้งวันได้ พนักงานเหล่านั้นต่างตอบกลับมาว่า “รองเท้าวิ่ง รุ่นไหนก็ได้ทั้งหมดแหละครับ” เราก็แอบเถียงในใจ “มันไม่ได้ว้อยยย” แล้วก็ตัดสินใจไปหาหมอครั้งที่สอง และ MRI อีกครั้ง ผลก็ยังเหมือนเดิม คือเส้นเอ็นพิมขาด และพิมไม่สามารถกินยาแก้ปวดได้ เพราะ อ.หมอโรคกระเพาะของพิมห้าม ห้ามเด็ดขาดเลย เพราะมันกัดกระเพาะ พิมกินยาโรคกระเพาะมาตั้งแต่เด็กๆ คือแค่กินสับปะรด หรือกินน้ำอัดลมนิดเดียว ท้องพิมก็พังแล้ว พิมเลยทำอะไรไม่ได้นอกจากรับสภาพปวดขาแบบนั้นต่อไป

แต่ด้วยความที่ชอบเดิน ก็ชอบแอบไปเดิน ไปวิ่ง แล้วก็เจ็บตัวกลับมาทุกครั้ง จนมาปีที่แล้วพิมได้เจอพี่หมอ Ortho สองคน พี่หมอก็จับขาพิมบิดไปบิดมา จะบิดไปทางไหนก็ไม่เจ็บ ก็บอกว่าพิมไม่ได้เป็นอะไรมากนี่ พิมเลยบอกว่าถ้าจะให้บิดแล้วเจ็บ พิมต้องไปวิ่งรอบโรงบาลก่อน แล้วมาให้บิดอีกรอบ จะรู้เลยว่าเจ็บตรงไหน สรุปว่าตรวจแล้วก็ไม่ได้อะไร จนต้องเอาผล MRI มาให้ดูถึงเชื่อว่ามันขาดจริงๆ พี่เค้าบอกว่า จะผ่าก็ได้ แต่ผลลัพธ์มีสองทาง ทางแรกคือหาย ทางที่สองคือเดินไม่ได้อีกเลย เพราะมันเสี่ยงมากที่จะทำให้เส้นเอ็นเส้นอื่นที่อยู่รอบข้างอักเสบ ผลทางลบมันเยอะกว่า เราเลยเลือกที่จะไม่ผ่า

เมื่อปีที่แล้ว พิมก็กลับมาออกกำลังกายหนักมากเหมือนเดิม พิมอยู่ฟิตเนสเช้าสามชั่วโมง เย็นสามชั่วโมง จนอาจารย์หมอดุว่ามันเกินไปแล้ว นี่มันออกเท่านักกีฬาทีมชาติ แต่พิมไม่ได้เป็นนักกีฬาทำไมพิมต้องออกขนาดนั้น จนพี่ที่ฟิตเนสบอกว่า “พิม… ที่จริงพิมไม่ต้องกลับบ้านก็ได้นะ อีกแป๊บนึงเดี๋ยวพิมก็มาอีกละ” แต่ถึงออกหนัก พิมก็เลี่ยงการวิ่ง การเดินออกไป พิมมาเน้น weight training แทน แล้วก็ว่ายน้ำอีกวันละ 60 เที่ยว

จนมาปีนี้ พิมเจอพี่หมออีกคน จบ sport orthopedic เอาผล MRI อันเก่าของพิมมาดู ก็บอกว่า เส้นเอ็นที่ขาดน่ะ มันยังใช้วิ่งได้นะ พิมจะเล่นกีฬาที่ไม่ต้องหมุนเข่าได้ เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ แต่มันก็ยังเจ็บอยู่ จนพี่เค้าตรวจใหม่อีกครั้ง จริงๆแล้วตรงที่พิมเจ็บ มันคือกล้ามเนื้อด้านหลังเข่าต่างหาก พิมพยายามกลับมาเดินอีกครั้ง อีกหลายครั้ง แต่ก็ไม่ไหว มันยังเจ็บมากจนพิมบอกพี่หมอไปว่า “พิมยอมแพ้แล้ว”

แต่ตอนที่พิมนอนอยู่ที่โรงพยาบาล พี่หมอให้พิมไปออกกำลังกายที่ห้องกายภาพ ถือเป็นกิจกรรมบำบัดอย่างหนึ่ง น้องที่ห้องกายภาพดูออกว่าท่าเดินของพิมมันผิดท่า คือตอนเด็กๆพิมเล่น roller skate แล้วพิมก็เลยติดท่าเดินปลายเท้าหันออกเป็นตัว V แล้วพิมก็เดินเข่าค่อนข้างชิดกัน น้องต้องมาสอนพิมเดินใหม่ “พี่จะกลับมาวิ่งได้ เชื่อผม”

หลังจากนั้นน้องก็ให้เราโฟกัสกับการเดิน โฟกัสที่เท้าตัวเอง พิมต้องบิดเท้าเข้ามาด้านในทุกก้าวที่เดิน ทั้งข้างซ้าย และข้างขวา แต่มันก็บิดไม่เท่ากันอีก ขาซ้ายพิมบิดออกเยอะกว่า ทำให้เวลาเดินพิมต้องบิดเข้าเยอะกว่าข้างขวามาก แล้วพิมก็ต้องรักษาระยะเข่า ให้กว้างพอๆกับไหล่ ซึ่งมันยากมาก ทั้งจะบังคับเท้าสองข้างที่บิดไม่เท่ากัน แถมต้องบังคับเข่าอีก เราบอกว่าเราเจ็บ น้องก็บอกว่าแรกๆก็จะเจ็บหน่อย เพราะเราไปบังคับมันไปคนละด้านเลย หลังจากฝึกได้สองสามวัน น้องก็พาพิมวิ่ง ตอนแรกก็ไม่กล้า “ได้จริงหรอ” “ได้จริงๆใช่มั้ย” “โหยย ได้สิพี่ ได้แน่นอน” น้องคอยดูเท้าพิมให้ตลอดการวิ่ง “บิดแล้ว” “บิดแล้ว” “บิดอีกแล้ว” “ข้างซ้าย” “ข้างซ้ายบิด” คำว่า “พี่จะกลับมาวิ่งได้ เชื่อผม” มันยังก้องอยู่ในหัว และเราก็เชื่อว่าน้องทำให้เรากลับมาวิ่งได้เหมือนกัน

น้องบอกพิมว่าถ้ากลัวเท้าเผลอบิดออกให้พิมคอยมองดูเท้าตัวเองเลย ว่ามันตรงอยู่รึเปล่า ตอนเดินคอยก้มมองเท้าไปเลยก็ได้ จนถึงวันนี้ พิมออกจากโรงพยาบาล พิมฝึกเองได้ประมาณวีคนึงแล้ว เท้าพิมเริ่มไม่บิดออกไปด้านนอกแล้ว พิมคอยคุมตอนเดิน ไม่ว่าจะเดินทำอะไร จะเดินไปไหน พิมคอยคุมเท้าตัวเองตลอดเวลา แล้วพิมก็กลับไปฟิตเนสอีกครั้ง พิมไปได้สามวัน พิมค่อยๆเร่งความเร็วขึ้น จากตอนที่อยู่รพ. พิมเดินด้วยสปีด 2 แต่ความชัน 15 ตอนนี้พิมเดินเร็วด้วยสปีด 6.3 ความชัน 8 ได้ แต่พิมก็ยังไม่กล้าพอที่จะวิ่งอยู่ดี แต่พิมเคยมีความฝันอยู่อย่างนึงคือ การไป Tokyo Marathon ตอนนั้นรู้ว่าตัวเองวิ่งไม่ได้ ขอไปเกาะขอบสนาม ขอยืนดู มีส่วนร่วมให้กำลังใจก็ยังดี~

แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้… พิมได้วิธีฝึกสมาธิใหม่แล้ว มันคือการโฟกัสที่เท้าและเข่าของตัวเอง ปกติพิมเป็นคนนั่งสมาธิไม่ได้ อย่าชวนพิมไปวัดเด็ดขาด แค่นั่งหลับตาแป๊บเดียวพิมก็รู้สึกเวียนหัว โยกเยกๆแล้ว แล้วพิมก็เป็นคนอยู่นิ่งๆนานๆไม่ได้ พิมจะยุกยิกๆ แต่ตอนนี้พิมหาวิธีของตัวเองได้แล้ว

ตลอดการเดิน 11 กิโลวันนี้ พิมสติหลุดแค่ไม่กี่ครั้ง พี่หมอสอนพิมเสมอว่า ให้อยู่กับปัจจุบัน ซึ่งพิมไม่เคยทำได้ ตอนเดิน พิมทั้งฟังเพลง ทั้งดูทีวี ทั้งดูคลิป คือทำอะไรก็ได้ให้รู้สึกว่าการออกกำลังกายมันผ่านไปเร็วขึ้น พิมต้องคอยหาจุดเบนความสนใจไปจากการออกกำลังกาย พิมทั้งคิดนู่นนี่เรื่องในอดีต เรื่องในอนาคต พี่หมอบอกว่าแทบจะทั้งหมดของความคิดพิมมันไปอยู่ในอนาคต ซึ่งพี่หมอพูดถูก แต่วันนี้ พิมทำได้แล้วค่ะ พิมหาวิธีอยู่กับปัจจุบันซึ่งเป็นทางของพิมได้แล้ว ^^