“โรคซึมเศร้าไม่ใช่อย่างที่คิด”

 

// เหมาะสำหรับคนอ่านหนังสือมากกว่า 8 บรรทัดต่อปี //

 

โรคซึมเศร้า ไม่เท่ากับ อาการซึมเศร้านะคะ คนละอย่างกัน

บทความนี้เขียนได้ดี และเขียนได้ตรงกับความรู้สึกมากๆ ถ้าสนใจคลิ๊กเข้าไปอ่านเลยค่ะ

https://moodwarrior.blogspot.com/2017/08/depression-myths.html?m=1

นี่เป็นส่วนหนั่งของบทความที่เราเลือกมาให้อ่านกันนะคะ

 

“จิตแพทย์ไม่ได้ใช้เกณฑ์ง่ายๆอย่างที่เห็น

แต่วินิจฉัยด้วยกระบวนการที่ซับซ้อน ผ่านการวิจัยปรับปรุงมาหลายสิบปี

คนทั่วไปไม่สามารถวินิจฉัยโรคกันเองได้อยู่แล้ว

ถ้าคนที่เรารักสงสัยว่าตัวเองป่วย ก็ต้องพาเค้าไปหาหมอ

แต่แม้เค้าหาหมอแล้วได้รับคำวินิจฉัยเป็น MDD หลายคนจะยังคงวินิจฉัยเค้า

ด้วยคอมมอนเซนส์ต่อไปว่าไม่ใช่หรอก หมอเข้าใจผิด

เพราะเชื่อว่าตัวเองรู้จักโรคนี้ดี แต่อันที่จริง,,,

คนที่ไม่เคยเป็นจะนึกภาพโรคนี้ไม่ออกเลย

เอ เราเชื่อกันไหมว่ามีสภาวะจิตใจที่คนทั่วไปนึกภาพไม่ออกเลย?

คนที่ไม่เคยเมาเหล้า นึกสภาวะจิตใจคนเมาออกไหม? แล้วคนเมากัญชาล่ะ? แล้วเฮโรอีน ยาอี ยาเคล่ะ?

เรานึกสภาวะจิตใจคนที่ถูกข่มขืนออกไหม? หรือคนที่กำลังจะถูกประหาร?

หรือคนที่เพิ่งพบว่าตัวเองถูกรางวัลที่หนึ่ง?

อะไรแบบนี้ถ้าไม่เคยเจอกับตัวเอง ก็จะนึกภาพไม่ออกใช่ไหม

 

ความเชื่อ: ฉันก็เคยเป็น แต่ฉันไม่ยอมแพ้

ความจริง: ตลอดชีวิตคนปกติจะไม่เคยเจอมันเลย

 

ความเชื่อนี้เกิดจากเวลาอ่านข้อมูล MDD ในเน็ต ทุกคนจะรู้สึกว่าตัวเองก็เคยเป็น

เพราะคำอธิบายต้องใช้ศัพท์ง่ายๆ มันจึงพูดกว้างๆ จนถ้าเอาตามนั้น

ทุกคนในโลกล้วนเคยเป็นโรคซึมเศร้า

 

สาเหตุที่ทำให้คนอ่านเข้าใจผิด คือข้อมูลขาดหรืออ่านตกไป 2 เกณฑ์สำคัญ

(1) เป็นมากจนทำงานหรือกิจวัตรประจำวันแทบไม่ได้

(2) เป็นงั้นติดต่อกันทุกวันนาน 2 สัปดาห์ขึ้นไป

ถ้าเราพิจารณา 2 เกณฑ์นี้ ก็จะพบว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ

มีคนแค่ 3-4% เท่านั้นที่โชคร้ายพอจะได้เจอ

 

อาการดีเพรสของ MDD ก็เช่นเดียวกัน มันเจ็บปวด

แต่มันไม่ใช่ความเศร้าธรรมดาๆ แต่เค้าจะอธิบายยังไงให้เราเข้าใจได้เรื่องแบบนี้ได้

เหมือนนกพยายามเล่าเรื่องฟ้าให้ปลาฟัง

เท่าที่เราจะพอทำความเข้าใจเค้าได้คือยอมรับว่า เราไม่มีทางนึกความรู้สึกนั้นออก

และมันเป็นความทุกข์เจ็บปวดใจสุดๆเกือบตลอดเวลา เหมือนคนเป็นแผลฉกรรจ์

แต่แผลนี้อยู่ที่ใจ หรือพูดให้ถูกคือแผลอยู่ที่สมอง (เอ็กซเรย์ก็จะเห็นว่าสมองเค้าผิดปกติ)

และมันเจ็บยิ่งกว่าเอามีดกรีดตามตัวหลายเท่า

นั่นทำให้เค้าบางคนใช้วิธีทำร้ายตัวเองเพื่อเบี่ยงเบนความเจ็บปวดไปที่กาย

เพราะเจ็บกายมันน้อยกว่าเจ็บเพราะดีเพรสมาก

นั่นทำให้เค้าบางคนฆ่าตัวตาย เพราะทนความเจ็บปวดที่เรามองไม่เห็นนั้นไม่ไหวแล้ว

 

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะฝืนคุยยิ้มหัวเราะก็ได้ แต่เค้าไม่สนุกเลย

และพยายามเลี่ยงโอกาสแบบนั้นสุดชีวิต เราจึงชวนเค้าทำกิจกรรมอะไรยากมาก

 

ยิ่งฝืนทำตัวปกติ พอบอกว่าป่วย คนยิ่งไม่เชื่อ

เพราะคนเชื่อกันว่า ผู้ป่วยจิตเวชจะต้องไม่รู้ว่าตัวเองป่วย

คนที่บอกว่าตัวเองป่วยแสดงว่าไม่ได้ป่วย

ซึ่งจะเป็นจริงเฉพาะผู้ป่วยโรคจิตเภท (schizophrenia) ระดับรุนแรงเท่านั้น

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะรู้ตัวว่าตัวเองไม่ปกติ อยากหาย แต่ใจอาจไม่ค่อยอยากยอมรับว่าตัวเองป่วย

เพราะโรคนี้มีตราบาปรุนแรงมาก จนหมอวินิจฉัยแล้วก็ไม่ค่อยอยากบอกใครนอกจากจะจำเป็น”

 

**************

 

ใช่ค่ะ หลายคนพยายามจะช่วยดึงเราขึ้นจากหลุม ชวนเราไปนู่นไปนี่ กินนู่นกินนี่

หากิจกรรมให้เราทำ ซึ่งเราก็จะปฏิเสธทุกครั้ง

เราขอบคุณทุกคนในความหวังดี และขอโทษที่เราต้องปฏิเสธทุกครั้ง

เพราะเราขึ้นไปไม่ไหวจริงๆ เราไม่อยากเจอใคร ไม่อยากทำอะไร ถึงเราไปเราก็ไม่ได้สนุก

เราต้องไปปั้นหน้ายิ้ม เราเหนื่อย~~

 

หลายคนเห็นเรายิ้ม เจอเรากี่ทีเราก็ยิ้ม เราพูดคุยเหมือนคนปกติ

แต่ข้างในมันไม่ใช่ เราฝืนทำแบบนี้มานาน นานมากๆ แต่ก็ไม่มีใครจับได้…

 

คนที่เห็นความเศร้าของเราแล้วจับได้คนแรกมีแค่อ.หมอที่รักษาเราเท่านั้น

คนที่เคยเห็นแต่รอยยิ้มจืดๆจางๆของเรา คนที่เคยเห็นแต่เราร้องไห้

เราว่าอ.หมอคิดภาพไม่ออกด้วยซ้ำว่าถ้าเรายิ้มจริงๆ หน้าเราจะเป็นแบบไหน

 

หลายคนยุให้เราเปิดสอน ให้เราเปิดเวิร์คช็อป ให้เราทำขนมขาย

คือเราบอกเลยว่าเราไม่ไหวจริงๆ ถ้าทำไหวเราทำไปนานแล้ว

ถ้าเราทำงานได้ ถ้าเราหาเงินเองได้ เราจะให้แม่มาจ่ายค่าข้าวค่ายาแพงๆให้ทำไม จริงมั้ย

 

จริงๆแล้วหลายคนเป็นโรคนี้เค้าก็ยังทำงานได้เยอะแยะนะ แต่มันก็ยังมีอีกหลายปัจจัย

ระดับของอาการ หรือปัจจัยที่ไม่ใช่แค่ตัวโรค เช่น นิสัยส่วนตัว

อย่างเราเป็นมนุษย์ introvert ที่โคตรขี้เกรงใจเว่อๆ เราเกรงใจแม้กระทั่งคนที่บ้าน

เวลาไปช้อปปิ้งมอลล์ถ้ามีคนไปด้วยเราก็จะไม่ค่อยซื้อของนะ

เราเกรงใจคนที่มาด้วย แม่ต้องมารอเราเลือกของ ป๊าต้องมายืนรอ

 

เวลาไปเที่ยวเหมือนกัน ถ้าไม่สนิทระดับตบตีเตะก้านคอได้นี่ไม่ไปด้วยนะ

ไม่ใช่อะไร คือเกรงใจมว้ากกก ขนาดสนิทมากเราก็ยังเกรงใจอยู่

เพราะเราเลือกที่จะไม่พูดทุกเรื่องที่เราคิด

เราจะหยุดถ่ายรูป จะหยุดดูของ จะอยากกินไม่อยากกินอะไร เราจะเกรงใจคนที่ไปด้วยเสมอ

แล้วมันก็จะกลายเป็นว่าเราไม่สนุกละ เราไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำ เราไม่ได้กินสิ่งที่อยากกิน

สปีดชัตเตอร์เราก็ต้องตั้งแบบไวที่สุด กะว่าเดินไปถ่ายไปได้เลยโดยที่เท้าไม่ต้องหยุด

เราจะไม่ได้มีความสุนทรีย์กับการเสพวิวที่อยู่ตรงหน้า เดินเอื่อยๆ เฉื่อยๆ ซึมซับบรรยากาศ

โน่ววว เราต้องทำทุกอย่างด้วยความเร่งรีบ รีบตื่น รีบกิน รีบเดิน รีบถ่ายรูป รีบเลือกของ

เราเลยอยากที่จะไปคนเดียวมากกว่า

 

เรื่องกิน เที่ยว ช้อปปิ้งเป็นเรื่องเล็กๆไปเลยถ้าเทียบกับเรื่องที่ต้องรับผิดชอบอย่างเรื่องงาน

เราจะไม่กล้าไปไหนในเวลาทำงาน เรามักจะคิดว่าในขณะที่เราเที่ยวอยู่แล้วคนอื่นทำงานเหนื่อยมันแย่ขนาดไหน

เราอยู่ท่ามกลางสภาวะกดดันไม่ได้เลย ไม่ได้เลยจริงๆ แต่งานก็ต้องเสร็จ นั่นทำให้เราเครียดมากก

 

เราเกลียดการสอบสัมภาษณ์ การพูดต่อหน้าคนเยอะๆ การร้องเพลง

แม้กระทั่งการพูดออกไมค์ในงานปีใหม่ที่ญาติๆตัวเองจัด แค่จับไมค์มันก็ทำให้เรามือสั่น เสียงสั่นแล้ว

หลายคนคิดว่ามันเป็นเรื่องสนุก เป็นเรื่องง่ายๆ มันยากตรงไหนกับการแค่ออกมาพูดต่อหน้าญาติๆ

แต่สำหรับเรามันไม่ใช่เรื่องสนุก มันยาก แล้วมันก็ทำให้เรารู้สึกแย่มากๆด้วย

ที่จริงเราจะเดินหนีไปก็ได้ แต่เราก็ไม่ทำ เพราะเราไม่อยากจะหักหน้าพวกเค้า

 

เราเกลียดเสียงกริ่ง เสียงเคาะประตู เสียงโทรศัพท์ การต้องรับโทรศัพท์

มันบ่งบอกว่าเราต้องพูด ต้องคุยกับคนอื่น มันทำให้เรากลัว

การอยู่ท่ามกลางคนเยอะๆ(มีกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกัน ถ้าต่างคนต่างอยู่ก็ไม่เป็นไร)

การเข้าค่าย การไปเวิร์คช็อป ถามว่าเราอยากรู้ อยากเรียนมั้ย ก็อยาก แต่ก็ไม่อยากไป ไม่อยากเจอคนอื่น

ถ้าเราต้องเรียนอะไร ถ้าเลือกแบบ private ได้เราก็จะเลือก

 

เราเป็นคนคิดมาก แบบมากเว่อๆ เวลาเราจะเลือกอะไรให้ใคร จะซื้ออะไรให้ใคร

เราจะเลือกแล้วเลือกอีก เราใช้เวลานานมากในการเลือกของ

เค้าจะชอบมั้ยนะ เค้าจะได้ใช้รึเปล่านะ เค้ามีแล้วรึเปล่านะ

เค้าเหมาะกับสิ่งนี้ สีนี้เหมาะกับเค้า เวลาเค้าใส่มันทำให้เค้าดูดี แต่ไม่สะดวกกับการใช้งาน

 

ของฝากจะเรียกว่าของฝากได้ยังไง เพราะร้านของฝากที่บ้านเราก็มีขายครบทุกอย่างแล้ว

อันนี้กินแล้วอ้วนนะ มันไม่ดีต่อสุขภาพเค้าเลย จะซื้อผลไม้หรอ เค้าไม่น่าจะมีเวลามาปอกกินนะ

เราคิดอะไรประมาณนี้แหละ สุดท้ายมันก็จะจบที่เราไม่ได้ซื้ออะไรให้เค้าเลย…

 

เรามีปัญหากับการสบตาคน เวลาเราพูดเราจะเลี่ยงการสบตา และมักจะหันไปทางอื่น

แม้แต่ปะป๊า น้องสาว หรือญาติตัวเองเราก็ยังไม่กล้ามอง หรือแม้แต่การถ่ายรูปเราก็ไม่ชอบมองกล้อง เรารู้สึกแปลกๆ

สิ่งที่ทำให้เราอยู่กับคนในโลกออนไลน์ได้ คือการที่เราไม่ต้องพูด เราพิมพ์ๆๆๆอย่างเดียว

แถมเราไม่ต้องเจอหน้าพวกเค้าด้วย บางทีเราทำวีดีโอรีวิวอะไรบางอย่าง ถ้าสังเกตเราจะไม่มองกล้อง

และตอนนั้นเราพูดได้เพราะเราไม่ต้องเจอใคร เราพูดคนเดียว

 

สุดท้าย เรารู้สึกว่าการอยู่คนเดียว มันเป็นสภาพแวดล้อมที่เข้ากับเราได้ดีที่สุดแล้ว

แม้แต่อ.หมอเองยังบอกว่า เห็นแล้วเหนื่อยแทนเลย,,,

 

จะมีหนังสือหลายๆเล่มที่เขียนให้กำลังใจ หรือหนังสือกลุ่มพัฒนาตนเอง หรือจิตวิทยา

ที่พูดประมาณว่า ‘ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ เราก็จะทำไม่ได้’

หรือ ‘ถ้าคิดว่าเราทำได้ ไม่ว่าเรื่องอะไรเราก็จะทำได้’

ก็เข้าใจนะว่าเค้าเขียนมาเพื่อให้คนมีกำลังใจ มีความกล้าในการต่อสู้

มีการคิดบวก มีการเปิดใจให้กับการทำอะไรสิ่งใหม่ๆ

แต่สำหรับเรามันไม่ใช่อะ มันไม่มีกะจิตกะใจจะทำตั้งแต่แรกแล้ว

ไม่อยากทำก็คือไม่อยากทำ ทำไม่ได้ก็คือทำไม่ได้ จบ

 

เวลาเราเจอเพื่อนข้างนอก หรือมีคนมาทัก มาขอบคุณ มาคุยเรื่องที่เราแชร์

มาบอกว่าเราตามเธออยู่นะ ขอบคุณที่ออกมาแชร์ มันเป็นประโยชน์มากๆเลย

เราก็ดีใจนะที่เราได้ทำประโยชน์ให้คนอื่น

มีคนมาปรึกษาเราเยอะนะ เราก็จะบอกอาการได้แค่คร่าวๆ

แต่เราไม่ใช่หมอ เราเป็นคนไข้

เราเป็นคนที่รับรู้ความรู้สึก แต่เรารักษาคุณไม่ได้

สุดท้ายเราก็จะแนะนำให้ไปคุยกับหมอหรือนักจิตฯดีกว่า

เราอาจจะแนะนำสถานที่ให้ ให้เบอร์ไป เราช่วยได้แค่นี้จริงๆ…~

 

โพสนี้ยาวมากกกก ใครอ่านจบ ปรบมือรัวๆค่ะ

 

 


https://moodwarrior.blogspot.com/2017/08/depression-myths.html?m=1