Bipolar “Rain keeps falling on my head”

14612571_10207332768299197_4288344078279854120_o

Bipolar หลายคนอาจเคยได้ยิน แต่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับตัวโรคว่าจริงๆแล้วเป็นยังไง คนส่วนใหญ่จะคิดว่าคนเป็นไบโพล่าร์จะเป็นคนที่มีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ผีเข้า ผีออก อันที่จริงแล้วคนที่เป็นไบโพล่าร์จะมีอาการลักษณะอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมา คือ ระยะซึมเศร้า (Major Depressive Episode) และระยะที่มีอารมณ์ดีมากกว่าปกติ (Mania หรือ Hypomania) ซึ่งช่วงแมเนียก็จะเป็นช่วงที่มีอารมณ์คึกผิดปกติ อยากทำนู่น อยากทำนี่ กระตือรือร้น ใช้เงินเก่ง มีความมั่นใจในตนเองสูง ซึ่งทั้งสองระยะนี้จะไม่ได้เกิดในระยะเวลาสั้นๆ เช่น เช้าเป็นแบบนี้ บ่ายเป็นอีกแบบ อันนี้ไม่ใช่ แต่ตัวโรคจะใช้เวลาเป็นอาทิตย์หรือมากกว่านั้น

โรคไบโพล่าร์ยังสามารถแบ่งประเภทออกได้อีก เช่น Type I และ Type II หรือแบบ Mixed โดยที่ Type I ก็จะเป็นเหมือนอาการที่กล่าวไปข้างต้น แต่ Type II จะเปลี่ยนจากอาการ mania เป็น hypomania  คือจะมีอารมณ์ดีผิดปกติเหมือนกัน แต่จะไม่เท่ากลุ่มที่เป็น mania

วันนี้พิมมีนัดกับอาจารย์หมอ ระหว่างรอพิมได้ยินเสียงแม่ลูกคุยกัน “น้องเค้ายังไม่หายเลย” แล้วลูกก็ไม่ได้ยิน แม่เลยพูดเสียงดังขึ้น “น้องเค้ายังไม่หายเลย” อืมมม เรายังไม่หายจริงๆ

อาจารย์มักจะยุ่งอยู่ทุกครั้งเวลาที่เจอกัน อาจารย์ต้องตรวจทั้งคนไข้ แล้วก็ต้องสอนนักศึกษา บางครั้งอาจารย์ก็กินขนมที่คุณแม่เอาไปฝาก ขอเวลากินแบบรีบๆ พิมไม่รู้ว่าวันนี้อาจารย์ได้กินข้าวรึเปล่า อาจารย์รีบมาก ตอนที่เดินออกมาจากห้อง อาจารย์ยังเคี้ยวไม่เสร็จด้วยซ้ำ

อาจารย์เรียกพิมเข้าไปในห้องตรวจพร้อมกับพูดว่าสุขสันต์วันเกิด พิมก็เลยขอบคุณ พร้อมกับยิ้มให้แบบเจื่อนๆ “มันน่าเบื่อขนาดนั้นเลยหรอครับ…”

วันนี้เราคุยกันเยอะมาก อาจารย์ถามว่า “ทำไมต้องโหดร้ายกับตัวเองขนาดนั้น…??” แล้วทั้งห้องก็มีแต่ความเงียบ… อืมม… นั่นสินะ… พิมตอบคำถามอาจารย์ไม่ได้… หลายครั้งที่พิมพยายามคุมไม่ให้ตัวเองร้องไห้ แต่ทุกคำสุดท้ายของประโยคก็มักจะถูกกลืนหายไปในลำคอ… พิมตอบคำถามด้วยเสียงสั่นเครือ พร้อมกับน้ำตารื้น…

จากการวิเคราะห์ของทีมอาจารย์หมอจิตแพทย์ให้ความเห็นตรงกันว่า พิมเป็น Adjustment disorder ตั้งแต่เด็กๆแล้ว แต่เลือกที่จะเก็บไว้ เก็บไว้ เก็บไว้ จนมันไม่ไหวและแสดงออกมาในปีที่อายุ 28 วันแรกที่เจออาจารย์หมอ พิมจำได้เลยว่าอาจารย์พูดว่า “ทำไมถึงเพิ่งมา… ทนมาได้ยังไงนานขนาดนี้ คนไข้หมอแต่ละคนกว่าจะผ่านไปแต่ละวันมันยากมาก” ใช่ค่ะ มันยากมาก แต่พิมก็ใช้ความยุ่งของที่ร้านมาบดบังความรู้สึกแย่ๆเอาไว้ พิมยิ้มให้กับทุกคนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าพิมไม่ออกมาแชร์ตรงนี้ ทุกคนก็จะคิดว่าพิมเป็นคนสดใสร่าเริง ยิ้มเก่ง และประสบความสำเร็จมากๆคนนึง พิมซ่อนทุกอย่างไว้ภายใต้รอยยิ้มของพิม หลายครั้งที่พิมบอกคนอื่นว่า “สู้ๆนะ” แต่พิมกลับบอกตัวเองว่า เราจะสู้ไปเพื่ออะไร…???

พิมดีเพรสตั้งแต่ตอนเด็กๆ พิมเป็นเด็ก introvert ที่จะดีเพรสทุกครั้งที่ต้องรู้จักใครใหม่ๆ การเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ๆ การย้ายห้องเรียน การย้ายโรงเรียนทำให้พิมเครียด พิมไม่ได้กลัวโรงเรียน แต่พิมกลัวการเข้ากับคนอื่น การเจอเพื่อนใหม่มันทำให้พิมกลัว การเจอครูคนใหม่ทำให้พิมกลัว การไปเรียนพิเศษโดยที่เราไม่รู้จักใครเลยนั่นก็เป็นสิ่งที่พิมกลัว การพูดรายงานหน้าชั้นทำให้พิมกลัว ถึงแม้คนที่ฟังจะเป็นเพื่อนร่วมห้องของพิมก็ตาม นั่นอาจเป็นสิ่งนึงที่ทำให้พิมมีโรคกระเพาะเป็นโรคประจำตัว ต้องเรียกว่าโรคประจำตัวเพราะมันไม่เคยหายไปไหน มันยังอยู่กับพิมเสมอ ทุกวันนี้พิมก็ยังกินยารักษาโรคกระเพาะอยู่เลย พิมต้องไปส่องกล้องทุกสามปี แต่ก่อนเวลาพิมบอกคุณแม่ว่าพิมปวดท้อง พิมก็จะหยุดอยู่บ้าน พิมมีสมุดใบลาเป็นเล่มๆ แล้วก็ใช้มันเกือบหมด คุณแม่ของพิมเพิ่งมาสารภาพกับคุณหมอว่า “คุณแม่เข้าใจว่าน้องไม่อยากไปโรงเรียน ก็เลยบอกว่าปวดท้อง” อืมม… มันน่าเสียใจจริงๆนะ คนอื่นจะว่ายังไงพิมไม่ได้สนใจ แต่อย่างน้อยคุณแม่ก็น่าจะเป็นคนมี่เชื่อใจพิมมากที่สุด

เราไม่ได้คุยกันแค่เรื่องอาการว่าพิมเป็นยังไงบ้าง แต่อาจารย์สอนพิมเยอะมากในหลายๆเรื่อง เรื่องกิน เรื่องออกกำลังกาย แนะนำที่เรียน สนใจนู่นมั้ย สนใจนี่มั้ย อยากเป็นนู่นมั้ย อยากเป็นนี่มั้ย อาจารย์ทั้งสอนให้พิมคิด และสอนให้พิมจำ “จำไว้ว่าเวลาที่อยากทำร้ายตัวเอง ให้ถอยกลับมามองตัวเองทุกครั้ง มองว่าเราถืออะไรอยู่ อาจารย์รู้ว่าพิมแบกอะไรไว้มากมาย และก็รู้ว่าพิมวางลงไม่ได้เช่นกัน อาจารย์บอกว่าถ้าวางไม่ได้ก็ไม่ต้องวาง แต่แค่ขอให้พิมรู้ รู้ตัวว่าตัวเองกำลังหนัก รู้ว่ากำลังแบกอะไร และกำลังจะหมดพลัง อาจารย์ขอให้หันกลับมามองตัวเองให้มากๆ หาที่ชาร์จพลังให้ตัวเอง อยู่ตรงไหนที่มีความสุขให้อยู่ตรงนั้น” ถึงพิมจะจำสิ่งที่อาจารย์สอนได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็มีอีกเรื่องนึงที่พิมจำได้คือ “อย่าผูกชีวิตทิ้งไว้กับใคร และอย่าให้ใครมาผูกชีวิตไว้กับเรา ทุกๆคนมีชีวิตเป็นของตัวเอง และทุกคนต้องดูแลตัวของตัวเอง อย่าให้มีใครเป็นครึ่งหนึ่งของชีวิตของอีกคน” อาจารย์เคยบอกประโยคนี้กับเราแล้วครั้งนึง “คุณต้องดูแลตัวเอง” ตอนฟังครั้งแรกพิมรู้สึกแย่มาก รู้สึกว่าตัวเองถูกทิ้ง แต่ตอนนี้พิมเข้าใจความหมายของอาจารย์แล้ว ^^

พิมเคยคิดว่าจิตแพทย์เชื่อถือไม่ได้และเป็นคนน่ากลัว พวกเค้าถูกฝึกมาให้พูดในสิ่งที่ผู้ป่วยอยากฟัง และฟังในสิ่งที่ผู้ป่วยอยากพูด ตอนแรกพิมไม่เชื่อสิ่งที่อาจารย์พูด พิมไม่รู้ว่าสิ่งที่อาจารย์พูด มันเป็นสิ่งที่ออกมาจากความคิด ออกมาจากใจจริงๆ หรือมาจากการถูกฝึกมาให้พูดแบบนี้ พูดให้คนไข้รู้สึกดีกันแน่ พิมไม่รู้ว่าจะเชื่อใจใครได้ แต่วันนี้อาจารย์ได้ทำลายกำแพงนั้นลง พิมรู้สึกได้ว่าอาจารย์เข้าใจพิมจริงๆ ไม่ใช่แค่นั่งฟังพิมบ่น ขอบคุณที่ทำให้พิมรู้สึกเชื่อใจ ขอบคุณที่ทำให้พิมรู้สึกมั่นใจ…ว่า… สิ่งที่อาจารย์สอนมันมาจากใจจริงๆ มันเต็มไปด้วยความห่วงใย และความหวังดี อาจารย์ไม่ได้เป็นแค่หมอที่มีหน้าที่แค่รักษาคนไข้ แต่อาจารย์เป็นเหมือนที่ปรึกษา เหมือนคนในครอบครัว อาจารย์รู้ทุกเรื่องที่คนอื่นไม่รู้ เวลาที่พิมอยากรู้อะไร พิมจะเขียนทิ้งไว้ในไดอารี่ และอาจารย์จะหาคำตอบมาให้พิมได้เสมอ… ถ้าคำตอบมันยากเกินกว่าที่พิมจะเข้าใจ อาจารย์ก็จะแนะนำที่เรียนหรือที่ที่จะหาคำตอบได้ให้แทน

ก่อนกลับอาจารย์บอกว่า “วันนี้คุยแต่เรื่องเครียดๆ ถือว่าให้วันนี้ให้เป็นของขวัญวันเกิด เป็นของขวัญที่เครียดมากจริงๆ” แต่พิมกลับคิดว่ามันเป็นสองชั่วโมงกว่าๆที่มีคุณค่ามากๆ

ขอบคุณค่ะ พิมไม่ได้ขอบคุณที่อาจารย์ทำให้พิมยังนั่งอยู่ตรงนี้ แต่ขอบคุณที่คอยฟังพิมมาตลอด แล้วพิมก็บ่นเยอะซะด้วยสิ แต่อาจารย์ก็ยังคงจำมันได้ แม้แต่เรื่องแรกๆที่เราคุยกันตั้งแต่เริ่มรักษาใหม่ๆ อาจารย์ก็ยังจำมันได้ ขนาดตัวพิมเองยังลืมไปแล้วด้วยซ้ำ… ว่า… พิมมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้… เพื่ออะไร…?!?