My treatment diary Part I

17015866_10208420161643351_1339365727512322631_oโพสนี้มันเริ่มจากการอ่านโพสของคุณทราย เจริญปุระ ที่เขียนเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าไว้ว่า “การเซ้าซี้ ถามซ้ำๆ ว่าทำไมไม่ทำอย่างนั้นล่ะ ไม่ทำอย่างนี้ล่ะ กับคนที่เขาพยายามรักษาตัวเองอยู่แล้ว มันเหมือนกับบอกคนที่เป็นมะเร็งซึ่งกำลังฉายแสงอยู่ ให้เขาไปกินน้ำมนต์สิ กินสมุนไพรสิ ถามว่าหวังดีไหม ก็หวังดี แต่เขาก็ฉายแสงอยู่แล้วไง และสำหรับคนที่ป่วยก็ไม่ต้องถ่อมตัวมาก เวลาใครล้อ ก็ล้อกลับ เช่น “ว้าย เป็นบ้า” ใช่เป็นบ้า อยากฆ่าคนจังเลย อย่างนี้ ไม่ต้องถ่อมตัว แล้วเขาจะรู้สึกว่าเราธรรมดา” – ทราย เจริญปุระ –

บางครั้งเราก็ตอบแบบนั้นจริงๆ เวลาใครถามว่าเป็นอะไร เราก็จะตอบหยอกๆไปว่า “เป็นบ้าค่ะ 5555555” สำหรับแม่เรามันยากที่จะยอมรับ บางครั้งแม่ก็บอกว่าไปบอกเค้าทำไม แต่สำหรับเรา การที่จะบอกว่าเราเป็นอะไรมันทำให้เรารู้สึกว่าเราก็เป็นคนปกติเหมือนคนอื่นๆ การปิดบังมันทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นตัวประหลาดอะไรสักอย่างที่ไม่สามารถบอกให้คนอื่นรับรู้ได้ และนี่เป็นครั้งแรกที่เราออกมาเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่เราต้องเผชิญ กับโรคที่เราเป็น แต่นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งในมุมเล็กๆเท่านั้น ยังไม่ใช่ทั้งหมด จริงๆเราก็อยากจะแชร์ประสบการณ์ให้กับหลายๆคนที่สงสัยว่าตัวเองจะเป็น แต่ไม่กล้าไปหาหมอ หรือคิดว่าการเข้าโรงพยาบาลจิตเวชเป็นเรื่องน่าอาย เราไม่ได้ประหลาด แต่มันเป็นเพราะตัวโรคที่ทำให้เราเป็นแบบนั้น มันเกิดจากสารเคมีในสมองที่มันไม่สมดุล การบอกให้เราไปเล่นโยคะ นั่งสมาธิมันไม่ได้ช่วยให้สารเคมีในสมองเราทำงานดีขึ้น แต่ในทางกลับกันสำหรับคนที่เป็นโรคแบบเรา กิจกรรมเหล่านั้นมันจะยิ่งทำให้เราฟุ้งซ่าน

หลังๆมาเราเริ่มทำงานช้าลง ช้าลงเรื่อยๆ และมีวันนึงที่เราทำงานช้ากว่าปกติถึงหกชั่วโมง พอทำเสร็จเราร้องไห้เลย แต่เราก็ไม่ได้ร้องให้ใครเห็น เราไปร้องในห้องน้ำ เวลาขับรถกลับบ้านเราก็ร้องไห้เกือบทุกวัน จนมีวันนึงที่นั่งกินข้าวอยู่ที่ร้านอาหารแล้วเราก็ร้องไห้ออกมา แม่ตกใจมากว่าเราเป็นอะไร เราก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน มันรู้สึกเหมือนมีหมู่พายุเมฆฝนขนาดมหึมามาครอบคลุมบนหัวเรา และอีกวันที่แม่เปิดประตูห้องเราเข้ามาในห้องเราเพื่อจะเอาของ  แม่เห็นเราร้องไห้ แม่ก็ตกใจว่าเราเป็นอะไร แม่เข้ามากอดพร้อมกับบอกว่า “เราไปหาหมอกันนะ” แต่แม่กับพี่สาวก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก แค่ไปหาเพื่อความชัวร์ พอไปหาอาจารย์หมอของพี่สาวในวันนั้น เราร้องไห้ตลอดเวลาที่คุยกับอาจารย์ เรื่องทุกอย่างที่อยู่ในหัวมันพรั่งพรูออกมาพร้อมกับน้ำตาจนแทบจะพูดไม่รู้เรื่อง นี่เป็นการเจออาจารย์หมอเป็นครั้งแรก อาจารย์หมอเป็นใคร ทำไมถึงทำให้เราเล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่แม้กระทั่งคนในครอบครัว และเพื่อนที่สนิทที่สุดก็ไม่เคยรู้มาก่อน ความลับเกือบทุกอย่างของเราถูกเปิดเผยที่นั่น ตอนนั้น จนสุดท้าย อาจารย์หมอก็บอกว่า “คุณต้องรับการรักษาแล้วนะ”

สิ่งที่เราเคยชอบเราก็ไม่ชอบ สิ่งที่เราเคยรักก็ไม่รัก เราเกลียดทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ แต่อาจารย์หมอก็บอกว่าอย่าหยุดนะ อย่าหยุดทำในสิ่งที่ตัวเองชอบถึงฝืนก็ต้องทำ ไม่งั้นเราจะกลับไปหามันไม่ได้อีก

จริงๆเราไม่ได้เป็นแค่โรคซึมเศร้า โรคซึมเศร้าเป็นแค่ subset ของโรคที่เราเป็น หลายๆคนเห็นในรูปเรายิ้ม เห็นเราหัวเราะ กินขนม กินไอติม ออกกำลังกาย ออกไปเจอกันข้างนอกเราก็แต่งหน้าทาปากเหมือนคนปกติทั่วไป ไม่มีใครดูออกว่าเราป่วย ใช่ เราหัวเราะได้ และเราก็ไม่ได้เสเเสร้ง การจะให้เรามานั่งจมกับความทุกข์ นั่งร้องไห้ตลอดเวลามันก็ไม่ใช่ เราต้องหาวิธีฮีลตัวเอง ต้องขุดตัวเองขึ้นมาจากความเศร้าให้ได้ ซึ่งวิธีของแต่ละคนก็ต่างกันออกไป

เราทำทุกวิธีที่คิดว่าจะทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น ไม่ว่าจะฟัง Healing music/ piano music/ relaxation music การใช้น้ำหอมอโรมาเพื่อให้เราผ่อนคลายก่อนนอน บางทีเราก็วาดรูป แม่ถึงกับต้องเปลี่ยนแอร์ให้ใหม่เพราะบอกว่ามันเสียงดัง เดี๋ยวเราจะนอนไม่หลับ ซื้อหมอนใหม่เผื่อเราจะนอนหลับได้ดีขึ้น เปลี่ยนผ้าม่านเป็นแบบกัน UV เพื่อให้ห้องมืดทึบขึ้น ซื้อหลอดไฟที่สามารถปรับความสว่างได้มาใส่โคมไฟหัวที่นอน ตอนนี้เรามีโคมไฟทั้งหมด 6 แบบ ทั้งได้ของขวัญมา ซื้อเอง และแม่ซื้อให้ วันหยุดก็พากันไปเดินซื้อต้นไม้มาปลูก หากิจกรรมให้เราทำเราจะได้ไม่มีเวลานั่งว่างคิดนู่นนี่ เราซื้อหนังสือมาเป็นตั้งๆ เพราะเราเป็นคนชอบอ่านหนังสือ แต่เรากลับอ่านมันไม่ได้ แค่ย่อหน้าเดียวเราก็อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่เราจับใจความอะไรไม่ได้เลย อาจารย์หมอบอกว่าตอนนี้ยังยากเกินไปสำหรับการอ่านหนังสือ

แม่ขออาจารย์หมอให้เราได้ไปญี่ปุ่นทั้งๆที่ตอนนั้นอาจารย์หมอจะส่งตัวไปศิริราชแล้ว แม่ก็ไปขอร้องว่าถ้าน้องไปน้องอาจจะดีขึ้น ตอนไปญี่ปุ่นก็ซื้อกล้องใหม่ ซื้อเฮดโฟนเพราะเราชอบฟังเพลง กระเป๋าช๊อปปิ้งใบใหม่ กระเป๋ากล้อง ตุ๊กตา เครื่องฉายดาวที่เป็น Galaxy หมู่ดาวต่างๆฉายบนเพดาน ซื้อโทรศัพท์ใหม่ ซื้อเคสใหม่ คือซื้อทุกอย่างที่คิดว่าจะช่วยเราได้จริงๆ แต่สุดท้าย… ของเหล่านั้นกลับไม่ช่วยอะไรเราเลย

ทริปนั้นถือเป็นทริปที่แย่ที่สุดในชีวิตเรา เราแทบจะจำอะไรไม่ได้ว่าเราไปไหนมาบ้าง เราต้องกลับมาดูรูปถึงจะนึกออก แต่เราก็ทำรูปสามวันแรกหายไปจากเมโมรี่การ์ด ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าหายไปไหน นั่นทำให้เราจำสามวันแรกไม่ได้ ทริปนั้นเป็นทริปแรกของแม่ เรารู้สึกว่าแม่เก่งมาก เราไม่คิดว่าแม่จะเดินได้ไกลขนาดนั้น จนเราต้องคอยถามตลอดทาง “คุณแม่เหนื่อยไหม” “คุณแม่เบื่อไหม” “คุณแม่เมื่อยไหม” แม่ก็ตอบว่า”ไม่”ทุกครั้งที่ถาม เราก็ไม่รู้ว่าแม่ไม่เหนื่อยจริงๆ หรือแม่ตอบแบบนั้นเพราะเรากันแน่ บางทีเดินๆอยู่เราก็จะร้องไห้ แม่จะคอยจับมือเราไว้ตลอด บางคืนถ้าเราไม่นอน เรานอนไม่ได้ เรามีอาการ ทุกคนก็จะไม่ได้นอนไปด้วย รวมถึงพี่สาวเราที่อยู่ไทย คอยวีดีโอคอลไปหาที่ญี่ปุ่นจนถึงตีสี่

เราเพิ่งปรับยาใหม่ มันจะเหมือนเราไม่มีค่อยสติ เหมือนละเมอ แต่ละวันกว่าจะได้ออกจากที่พักก็เกือบเที่ยง เพราะเราเพิ่งจะเริ่มรู้สึกตัวช่วงนั้น พอจบทริป เราก็ถูกส่งเข้าศิริราชทันทีโดยไม่ได้มีการเตรียมตัวมาก่อน วันแรกเราร้องไห้โวยวายอยู่ในห้องฉุกเฉิน เราจะหนีออกจากโรงพยาบาล ซึ่งพี่หมอก็ตามรปภ. มาเตรียมดักไว้แล้ว แต่แม่ขอร้องไว้ว่าอย่าจับน้อง สุดท้าย เราก็ถูกส่งไปที่วอร์ดจิตเวชโดยที่ขัดขืนอะไรไม่ได้ หลังจากนั้น ชีวิตของเราและคนในครอบครัวก็เปลี่ยนไป,,,

ตอนแรกเข้าใจว่าอย่างน้อยเรายังมีเพลงฟัง เรายังมีตุ๊กตาให้กอด เรายังมีโทรศัพท์ไว้โทรหาแม่ เรายังมีโน้ตบุค แต่กลายเป็นว่าเราไม่ได้รับอนุญาตให้เก็บของส่วนตัวไว้ เช่น โทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้า เงิน (กันหนีออกไป) หมอน ผ้าห่ม ตุ๊กตา เครื่องฟังเพลง หรือแม้กระทั่งรองเท้าผ้าใบที่เราจะใช้มันปั่นจักรยานในวอร์ดทุกเช้า เราต้องใช้ของทุกอย่างให้เหมือนกันกับทุกคนในวอร์ดเพื่อไม่ให้เกิดการเปรียบเทียบและเหลื่อมล้ำกัน ของทุกชิ้นต้องถูกเขียนชื่อ แม้กระทั่งของกินที่ใส่อยู่ในตะกร้าที่มีชื่อเราเขียนอยู่บนนั้นอยู่แล้ว ครีม ยาสีฟัน ดินสอ สมุด ทุกอย่างถูกเขียนชื่อและติดบาร์โค๊ดไว้ เวลาเราทำอะไรนิดๆหน่อยๆได้ พี่พยาบาลก็จะชม เก่งมากค่ะ ปรบมือให้ตัวเองหน่อยย เหมือนเด็กอนุบาลเลย = =

ทุกมุมของวอร์ดจะมีกล้องวงจรปิดที่มีพี่พยาบาลคอยผลัดเวรดูจอตลอดเวลา เค้ารู้แม้กระทั่งว่าเราพลิกตัวเมื่อไหร่ กี่ครั้ง เรานอนหลับรึเปล่า รึเราจะเดินไปเข้าห้องน้ำ เค้าจะรู้หมด มีวันนึงที่เราลงมาจากเตียงแล้วเข่าทรุด พี่พยาบาลวิ่งเข้ามาถึงตัวเราโดยที่เวลายังไม่ถึงครึ่งนาทีด้วยซ้ำ เราไม่สามารถออกจากวอร์ดได้ถ้าพี่หมอไม่อนุญาต ใช่ เราโดนกักบริเวณ วอร์ดเราเป็นวอร์ดเดียวที่มีลูกกรงกั้นตรงหน้าต่าง หน้าต่างทุกบานเป็นกระจกฝ้าซึ่งเราไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง ยกเว้นแต่เราจะเข้าไปตรงที่พี่หมอทำงาน ตรงนั้นจะเป็นที่เดียวที่มีกระจกใส ประตูห้องน้ำก็เป็นบานประตูแบบ swing ที่สามารถมองจากข้างนอกแล้วเห็นขาคนที่อยู่ด้านในได้ ด้านบนก็ไม่ได้ปิดสนิทชิดผนังหรือเพดาน เป็นประตูลอยๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องไม่มีกลอนประตู ส่วนประตูด้านหน้าวอร์ดจะมีรปภ.ยืนเฝ้าตลอดเวลา จนเรารู้สึกว่าที่นั่นไม่ต่างอะไรจากคุกเลย ที่นั่นไม่มีแม้กระทั่งส้อม กรรไกรในห้องทำงานฝีมือก็ไม่คม ไม่มีมีด เพราะต้องป้องกันผู้ป่วยฆ่าตัวตาย

ทุกวันพี่หมอ พี่พยาบาล พี่ผู้ช่วย อาจารย์นักจิตวิทยา นักสังคมบำบัด นักอาชีวบำบัด จะทำงานกันเป็นทีม เค้าจะให้เราทำกิจกรรมร่วมกับผู้ป่วยคนอื่นๆ แล้วคอยสังเกตพฤติกรรม เวลาเราทำอะไร ถ้ามีคนนึงในทีมรู้ ทุกคนในทีมก็จะรู้ด้วยทั้งหมด ซึ่งเรารู้สึกว่าทำไมต้องมาบังคับให้ทำกิจกรรมอะไรแบบนี้ด้วย ปล่อยให้เราอยู่ในมุมของเราไม่ได้หรอ แค่นี้ก็แย่พอแล้ว,,,

เรารอป๊ากับแม่และพี่สาวทุกวัน เราจะคอยไปมองที่ประตู เมื่อไหร่จะถึงเวลาเยี่ยมนะ ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอที่โต๊ะประจำของเราที่นั่งจองไว้อยู่หน้าประตูวอร์ด เวลาที่บ้านมาเยี่ยม เราจะร้องไห้ทุกครั้ง และบอกให้ช่วยพาเราออกมาจากที่นั่น เราทั้งขอร้อง ทั้งขู่ว่าจะฆ่าตัวตาย และบอกให้พวกเค้าทำยังไงก็ได้ให้เราออกมา ปฏิเสธการรักษาไม่ได้หรอ เราจะกลับไปรักษากับอาจารย์หมอที่โคราช เราไม่อยากอยู่ที่นี่ ป๊ากอดเราไว้ นี่เป็นครั้งแรกที่เราทำให้ป๊าเราร้องไห้ ตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยเห็นป๊าร้องไห้เลยสักครั้ง ป๊าของเราที่เข้มแข็งมาตลอด ร้องไห้เพราะเรา และยังมีอีกหลายๆครั้งที่เรามีอาการ แล้วป๊าก็จะกอดเราไว้แล้วร้องไห้ พี่สาวเราก็บอกว่าเธอไม่รู้จริงๆว่ากฎระเบียบมันจะเยอะขนาดนี้ เธอไม่รู้จริงๆ เธอร้องไห้ และเธอก็เสียใจมาก เวลาเยี่ยมมันช่างน้อยนิดนักเมื่อเทียบกับการรอคอย แค่สองชั่วโมงที่เราจะได้เจอกันในแต่ละวัน พอถึงเวลาหกโมงเย็นพวกเค้าต้องก็กลับ เราไม่อยากให้เค้ากลับไปเลย~

สมาธิ และความจำเราค่อยๆ แย่ลงๆ ทุกเช้าที่วอร์ดจะมีการอ่านข่าวโดยสลับให้ผู้ป่วยแต่ละคนอ่านสลับวันกันไป แล้วพี่พยาบาลก็จะถามว่าเพื่อนเล่าเรื่องเกี่ยวกับอะไร เกิดขึ้นที่ไหน เกิดอะไรขึ้นบ้าง  ซึ่งเราจับใจความอะไรไม่ได้เลยจากการฟังข่าวพวกนั้น มันเป็นเหมือนกับเสียงที่ผ่านหูเข้ามา แล้วก็ผ่านไป… เราเพิ่งมาเริ่มอ่านหนังสือได้อีกครั้งตอนอาทิตย์สุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล

แต่เราโชคดีที่เรามีครอบครัวที่คอยอยู่กับเรา ให้กำลังใจเรา แต่นั่นก็ทำให้แม่กับพี่สาวของเราป่วยตามไปด้วย เวลาเค้าเห็นเรามีอาการ เค้าเห็นเราร้องไห้ มันทำให้พวกเค้าจมกับความเศร้าไปกับเราโดยที่พวกเค้าไม่สามารถช่วยอะไรเราได้เลย

เพื่อนๆของเราพยายามที่จะชวนเราออกไปข้างนอก ไปเดินเล่นชิคชิวกินขนม หากิจกรรมนู่นนี่มาให้เราทำ เราขอบคุณในความหวังดีของทุกคน เรารู้ว่าทุกคนเป็นห่วงเรามาก และเราขอโทษที่ปฏิเสธทุกครั้ง มันยากมากที่เราจะเอาตัวเองออกไป เราไม่อยากไปไหน ไม่อยากเจอใคร ไม่อยากพูดคุยกับใครทั้งนั้น

วันหลังเราจะมาแชร์ให้ฟังเกี่ยวกับการรักษา ติดตามอาการ มุมมองและความรู้สึกของคนใกล้ตัวเป็นยังไงบ้าง ^^

จาก,,, คนที่ไม่ได้เป็นแค่โรคซึมเศร้า~~