May 1-2 Tokyo ~ Yokohama

วันนี้เราจะไปญี่ปุ่นกันค่ะ เครื่องออกเวลา 23:20

ต้องรีบออกจากโคราชหน่อย เพราะต้องไปซื้อเงินเยนก่อน เพราะที่ซื้อไว้ไม่พอกับของฝาก

นั่งรถทัวร์ ไปถึงที่หมอชิตตอนบ่ายหนึ่งกว่าๆ แล้วก็ไปรอแท๊กซี่

แต่แล้ว… ไม่มีแท็กซี่เข้ามาเลย ตรงข้ามกับจำนวนคนที่ต่อคิว

มีคิวทั้งหมด 5 แถว แถวนึงรอเกิน 20 คน เราทั้งสาม จึงตัดสินใจเดินไปขึ้นรถเมล์กัน

เลือกรถเมล์สายที่ไป Big C ราชดำริ เพื่อที่จะเดินไป Super Rich ได้

ตอนอยู่บนรถก็คิดแล้วคิดอีก กระเป๋าใบใหญ่ขนาดนี้ ฝนก็จะตกแล้ว จะออกจากบิ๊กซีได้รึเปล่า

แถมรถติดอีก นี่ก็จะสี่โมงแล้ว กลัวไปถึงสนามบินช้า ถ้ามัวลากกระเป๋าหลบฝนอยู่

 

สุดท้ายเลยถามกระเป๋ารถเมล์ ขอลงป้ายที่ bts จอด สรุปว่า ผ่านสถานีพญาไทพอดี ซึ่งเป็นสถานีที่ airport link มาถึง

เรากับพี่หมีต้องอยู่เฝ้ากระเป๋า แล้วเจ่เจ๊ไปแลกเงินคนเดียว

 

มาถึงสนามบิน แชมป์ (เพื่อนร่วมเดินทาง) มาถึงแล้ว

ระหว่างรอเช็คอิน ชวนเพื่อนไปกินข้าว มื้อนี้จบที่ Black Canyon อีกตามเคย

 

หลังจบมื้อเย็น เราทั้งสี่ก็ไปเช็คอิน

 

เช็คอินแล้วเราจะได้ Boarding Pass มา เก้าอี้ไม่ว่าง ก็นั่งเขียนกันบนพื้นเลย

 

ครั้งนี้เราเดินทางกับ Japan Airline ค่ะ เรากับเจ่เจ๊ได้นั่งด้วยกัน เจ้าแชมป์นั่งแถวถัดไป

ส่วนพี่หมีนั่งถัดไปอีก 5 แถวเลย เพราะซื้อตั๋วทีหลัง

 

ก่อนเครื่องลง 1 ชั่วโมง จะมีการเสิร์ฟอาหารเช้า เครื่องลงตอน 6 โมงครึ่ง เราต้องกินข้าวเช้าตอนตีห้าครึ่งเวลาญี่ปุ่น หรือ ตีสามครึ่งของไทยจ้า โอวว

เมนูวันนี้มีมันบดเย็นๆ กับมายองเนส (ไม่รู้เค้าเรียกอะไร) โยเกิร์ตผลไม้สด ข้าวห่อไข่ แล้วก็ครัวซอง

 

ถึงแล้ว~ สนามบินนาริตะ เช้านี้ฝนตก อุณหภูมิ 9 องศา

 

กว่าจะผ่านตม. รับกระเป๋าก็แปดโมงแล้ว ลงไปแลก JR PASS ที่ชั้นใต้ดินจะได้เข้าเมืองกัน

รถไฟรอบต่อไปมีตอน 8:17 ซึ่งเราไม่ทันแน่ๆ เพราะกะว่าจะล้างหน้าแปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้า และซื้อของฝากซะที่นี่เลย

จะได้เที่ยวสบายๆ ไม่ต้องห่วงซื้อของฝาก เลยเลือกรถรอบต่อไป คือ 8:53

 

เพิ่งมาถึงก็ได้เรื่องเลย เกือบตกรถซะแล้ว

ออกจากห้องน้ำตอน 8:45 วิ่งลงไปขึ้นรถที่ชั้นใต้ดิน

รถไฟมาพอดี ต้องวิ่งหาโบกี้ เพื่อที่จะนั่งที่นั่งที่จองไว้ เกือบไม่ทัน!!

รถไฟที่เรานั่งคือ Narita Express ค่ะ เป็นรถไฟที่วิ่งระหว่างสนามบิน กับสถานีโตเกียว ชิงากาวะ ชินจูกุ อิเคะบูคุโระ

จะนั่งรถไฟนี้ต้องจองที่นั่ง เพราะจะมีการแยกโบกี้ ไปคนละทางกัน

 

ขึ้นมาถึงก็เอากระเป๋าเดินทางมาเก็บตรงท้ายโบกี้ก่อนค่ะ มีสายล๊อกกระเป๋าให้ด้วย

 

จะมีหน้าจอคอยบอกว่า ตอนนี้ถึงไหนแล้ว เวลาเท่าไร เมื่อไรจะถึงปลายทาง มีพยากรณ์อากาศให้ดูด้วย

 

 

อันนี้เป็นตั๋วที่ต้องจองที่นั่งค่ะ ถ้าขึ้นสายที่ไม่ต้องจอง ก็ใช้ JR PASS ได้เลย จะไม่มีตั๋วให้

แต่ต้องนั่งโบกี้ Non-Reserved เท่านั้น

 

บนรถไฟของญี่ปุ่นจะเงียบมาก ขยับนิดเดียวได้ยินเสียง กินได้ นอนได้ แต่ห้ามคุยกันเสียงดังนะจ้ะ

 

ใช้เวลา 90 นาที ก็ถึงสถานี Ikebukuro

 

 

ลืมปริ๊นแผนที่โรงแรมมาค่ะ เน็ตก็ยังไม่มีเพราะต้องไปรับที่โรงแรม

จึงต้องมาขอความช่วยเหลือจาก Tourist Information Center

 

ไม่เจอชื่อโรงแรม Oasis ในแผนที่ เจอแต่ OS Hotel เจ้าหน้าที่บอกว่าน่าจะใช่ที่นี่ เลยเดิมตามที่เค้าบอก

 

ปฏิบัติการตามหาโรงแรมเริ่มต้นขึ้นแล้ว

 

เดินแล้ว เดินเล่า ก็ไม่มีวี่แววของโรงแรม ตึกก็เหมือนๆกันไปหมด โรงแรมเราสีอิฐแดงๆ ก็มองหาตึกสีอิฐอย่างเดียวเลย

 

ผ่านมาหลายบล๊อคแล้วก็ยังไม่เจอ เข้าไปถามโรงแรม 2 ที่ไม่มีใครรู้จัก เค้าเลยบอกทาง ให้ไปสถานีตำรวจ

เดินตามทางที่บอก ไม่มีสถานีตำรวจ แต่เจอ Lawson แทน  ซึ่งเป็นมินิมาร์ท ที่รับส่งไปรษณีย์ด้วย

เค้าอาจจะรู้ เลยลองไปถาม เจอคุณป้าแก่ๆคนนึง แกพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ก็พยายามจะช่วย

สุดท้ายก็ไม่รู้จักโรงแรม ขอบคุณงามๆแล้วเดินออกมา

 

เดินต่อไปอีกสี่บล๊อก ไม่รู้จะไปทางไหนต่อ ยืนเอ๋ออยู่แถวสี่แยก คุณตำรวจขับรถผ่านมา เลยโบกรถ

คุณตำรวจบอกให้เดินไปทางเหนือประมาณ 7 บล๊อค

 

เดินตามที่คุณตำรวจบอก มันควรจะถึงได้แล้ว ไปเจอตึก เลขที่ 2-7-4 เลยไปถามตึกข้างๆ ว่า 2-7-3 อยู่ตรงไหน

คุณป้าเลยเปิดแผนที่ให้ แปลกดี ทุกคนที่เข้าไปถามมีแผนที่กันหมด นี่เค้ามีติดสำนักงานไว้เป็นปกติเลยรึเปล่านะ

สุดท้ายหาไม่เจอ เค้าเลยเสิร์ชในเน็ตให้ เจอแล้ว!!! เค้าพยายามบอกทางเรา เค้าพูดญี่ปุ่น เราพูดอังกฤษ

ภาษาญี่ปุ่นเราก็ง่อยๆ ได้แค่ตัวเลข ศัพท์หมู หมา กา ไก่ ตัวหนังสือก็อ่านครั้งสุดท้ายตอนมัธยม ลืมเกือบหมดแล้ว

เค้าพูดมาทีประโยคยาวๆ ก็เอ๋อสิคะ ฟังรู้แต่ “ตรงนี้ๆ” แล้วหลังคำว่าตรงนี้คุณป้าพูดไรคะ หนูไม่รู้เรื๊องงง 5555

สุดท้ายคุณป้าเลยเดินมาส่ง ตอนแรกนึกว่าจะเดินมาชี้ทางให้เฉยๆ เดินมาส่งตั้ง 2 แยกแน่ะ

เราเกรงใจเลยบอกขอบคุณเค้า เดี่ยวเราเดินต่อเอง

 

เดินย้อนกลับมาทางใต้ ประมาณ 8 แยกได้ ก็ถึงตึกที่คิดว่าใช่ แล้วไหนล่ะป้ายโรงแรม ไม่เห็นมี เดินวนรอบตึกรอบนึง ยังหาไม่เจอ

กลับมายืนด้านหน้าอีกรอบ แล้วหมุนตัว 360 องศา

 

อ่อ..เจอแล้ว มันอยู่ตรงนู้นนค่าาาาาา นู่นนนนนนนนนนนนๆ OASIS ไง เห็นมั้ยๆ ไม่เห็นล่ะสิ

ขนาดชี้ให้ดูยังจะมองไม่เห็นเลย มันเล็กมาก อยู่บนฐานป้ายโค้งๆ โลโก้ขาวๆนั่นไง จะเล็กไปไหน

 

แล้วก็จัดแจง เอาของฝากไว้ โรงแรมที่นี่เช็คอินได้หลังบ่ายสามค่ะ ถามว่าเน็ตที่เช่าไว้มารึยัง เค้าบอกว่าไม่มี

แต่ให้วิธีใช้เน็ตฟรีตามสถานีรถไฟมา

วันนี้เราต้องเที่ยวเองล่ะ ไม่มีเน็ต พึ่งหนังสือได้อย่างเดียว

 

เดินกลับไปที่สถานี ขึ้นรถไฟสาย Yamanote เป็นสายที่วิ่งวนรอบเมืองโตเกียว ไปลงที่สถานีโตเกียว

เพื่อจะต่อรถไฟชินคันเซ็นไปโยโกฮาม่า บ่ายสองกว่าแล้ว ข้าวเที่ยงก็ยังไม่ได้กิน รอไปกินที่โยโกฮาม่าทีเดียวละกัน

 

ขึ้นมาแล้ว บนรถจะมีจอบอก ว่ารถจะวิ่งไปทางไหน ถึงสถานีไหนแล้ว สถานีต่อไปคือสถานีอะไร

มีทั้งภาษาญี่ปุ่น และภาษาอังกฤษ จะบอกสลับกันไปเรื่อยๆ ถ้าถึงตอนรีบๆ แล้วภาษาญี่ปุ่นขึ้นมาก็ซวยไป กว่าจะเปลี่ยน

 

ลุง ป้า น้า อา คนท้อง เด็กแบเบาะ ขึ้นรถไฟทั้งนั้น แถมยืนด้วย คนที่นี่จะไม่ค่อยลุกให้คนแก่นั่ง เพราะว่าเค้ามีที่พิเศษจัดไว้ให้นั่งอยู่แล้ว

 

ลงรถไฟสายในเมือง แล้วมาต่อ ชินคันเซ็นค่ะ ที่นั่งกว้าง ปรับเบาะได้ เหยียดแข้งเหยียดขาสบายเลย

 

นั่งมา 18 นาที ก็จะถึงสถานี Shin-Yokohama รถไฟที่นี่ตรงเวลามาก เเบบว่า เป๊ะ ไม่มีเลทแม้แต่นาทีเดียว

ออกจากสถานีมาฝั่ง North Exit จะ 5 หรือ 8 ก็ได้ ส่วนเราออกประตู 5 ค่ะ

 

ออกมาแล้วข้ามถนนไป 2 แยก เลี้ยวขวา จะถึง

ต้องรีบแล้วล่ะ ดูฟ้าสิ ฝนจะตกแล้ว ยังไม่ได้ซื้อร่มด้วย

 

ตามทางเดินจะมีท่อน้ำ เป็นลายการ์ตูน น่ารักดี

 

แวะถ่ายรูปตลอด นี่เธอรีบแล้ว??

 

 

ข้ามมาสองแยก เลี้ยวขวา

อ้าวว!! ไม่มี มันควรจะอยู่แถวนี้นี่ เดินเลยมาแล้วแน่ๆ มัวแต่ถ่ายรูป สมน้ำหน้า 5555

 

เดินย้อนกลับไปถามคุณลุงที่ยืนอยู่แถวนั้น คุณลุงพูดภาษาอังกฤษเก่ง เสียงชัดเป๊ะเลย คุณลุงชี้บอกให้เลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ

ที่จริงอยู่ข้างหน้าเรานี่เอง แต่เราไม่เห็น

 

ซื้อตั๋วเเล้วเข้ามาเล้ย ^^ ค่าเข้าคนละ 300Y

 

ข้างในจัดเหมือนเมืองเก่าๆ มีร้านขายราเมง ขนม ของเล่นสมัยเก่า

 

หลังจากเดินวนแล้ว เราเลือกร้านนี้ เพราะพนักงานน่ารัก ไม่ใช่!! เพราะร้านน่านั่งน่ะ ><“

 

ต้องสั่งผ่านตู่อัตโนมัติ ใส่เงินเข้าไป แล้วกดเลือกเมนู

 

มีพนักงานอัธยาสัยดีมาแนะนำตลอด น่ารักมากๆ

 

แล้วก็จะได้เมนูที่เราสั่งออกมาแบบนี้ 2 ใบ ใบนึงที่ร้านรับไป อีกใบอยู่ที่โต๊ะเรา เวลาเสิร์ฟ จะได้รู้ว่าใครสั่งอะไร

 

ได้แล้ว~ ^^

 

กินอิ่มแล้วก็เดินย่อยถ่ายรูปเล่น

 

 

ออกมาแล้วจ้า สถานีต่อไป  Red Brick Warehouse

เราต้องกลับไปที่สถานี Shin-Yokohama

 

นั่ง Yokohama Line ไปลงสถานี Sakuragicho

 

ออกจากสถานีมาจะเจอ Yokohama Landmark Tower ตึกที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น ถ้าขึ้นไปข้างบนมีสิทธิ์เห็นฟูจิซังได้ ในวันฟ้าโปร่ง

 

แถวนี้เรียกว่าย่าน Minato Mirai ค่ะ

เราต้องเดินผ่าน sky walk นี้ แล้วเลาะๆถนนผ่านตึกแถบนี้ไป จะไปถึง Red Brick Warehouse

 

ระหว่างทางก็จะเจอสวนอนุสรณ์สถาน เรือนิปปอนมารุ

 

และสวนสนุก Cosmo World สวนสนุกนี้เดินเข้าได้ ไม่มีค่าบัตรผ่าน อยากเล่นอะไรค่อยซื้อตั๋ว

 

มีแต่เครื่องเล่นน่าเล่นทั้งนั้น เสียดายเวลาไม่พอ ได้แต่แวะถ่ายรูป และเดินผ่านไป

 

หันกลับไป ยังคงเห็นชิงช้าสวรรค์ Cosmo Clock 21 ขนาดมหึมานั้น ถือเป็นชิงช้าสวรรค์ที่วงใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ลองเทียบกับตึกดูสิ สูงมากๆ

ตึกทางขวามือที่เห็นในรูป เป็นพิพิธภัณฑ์ Cup Noodles แต่เราไม่ได้เข้าไป

 

เลยสวนสนุกมาอีกแยกนึง ใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว แต่พอพระอาทิตย์ใกล้ตก อากาศก็เย็นลงเรื่อยๆ จุดนี้มือเริ่มแข็งแล้วค่า

 

ถึงที่หมายแล้ว ฟ้าที่นี่สวยมาก จะถ่ายรูป มือเจ้ากรรมก็ดันไม่ร่วมมือ หมุนปรับสปีดชัตเตอร์ไม่ไป หนาว~~~~~

 

สองพี่น้องนี่มีรูปดูแผนที่ตลอดทริป คอยดูรูปวันต่อๆไปนะ ฮ่าๆๆ

 

ฟ้าใกล้มืด ต้องรีบกลับแล้ว ขากลับต้องเดินกลับอีกทาง

 

 

ชอบข้ามถนนที่ญี่ปุ่นมาก รถหยุดคือหยุด มีเพื่อนข้ามเยอะ ข้ามไปถ่ายรูปไปยังได้ ถ้าอยู่ที่ไทย อาจกระเด็นลงข้างทางไปแล้ว

 

สวยเนอะ

 

อากาศเริ่มไม่ไหวแล้ว เห็นสาวๆญี่ปุ่นบางคนใส่กระโปรงสั้น เค้าไม่หนาวกันรึยังไงนะ อาจจะชินแล้วมั้ง

 

ออกจากโยโกฮาม่า เราไปลงที่สถานีชินจูกุ แล้วต่อรถไปชิบูย่าจ้า

 

ออกจากสถานีชิบูย่า ฝั่ง Hachiko Exit

 

นี่ไง เจ้าฮาจิโกะ หลายๆคนคงเคยได้ยินเรื่องของเจ้าหมาตัวนี้

ทุกเช้าเจ้าฮาจิโกะจะมาส่งเจ้านายที่สถานีชิบูย่า และตอนเย็นจะมารอรับกลับบ้าน

แต่วันนึงเจ้านายเสียชีวิตกระทันหัน  เจ้าฮาจิโกะก็มารับกลับบ้านตามปกติ แต่ไม่พบเจ้านาย

จึงเฝ้ารออยู่ที่สถานีนี้ ไม่ไปไหน นานถึง 11 ปี จนแก่ตายไป

 

ออกประตู Hachiko มา ทางด้านซ้ายมือ จะมี Tokyu Food Show แหล่งรวมอาหารแบบ take home น่ากินทั้งนั้น

เดินวนหลายรอบ เลือกไม่ถูกเลย

 

เป็นเพราะเค้าขายแบบเทคโฮม เลยไม่มีโต๊ะให้นั่งกิน พวกเราก็หิวมากแล้ว สุดท้ายก็เจอเก้าอี้อยู่หน้าลิฟท์ ยึดซะเลย

 

อิ่มท้องแล้ว เราก้ปฏิบัติภารกิจกันต่อ ไปซื้อของที่ตึก Loft

 

แยกนี้คนมหาศาลเลย ชอบมากตอนข้ามถนน 5555

 

Loft ที่นี่เป็นสาขาแม่ สูง 7 ชั้น  แต่ละชั้นแยกของตามประเภท

 

ใครอยากซื้อ มาส์คเต้าหู้ ซื้อที่นี่ได้เลย

 

ตั้งใจมาตึก PARCO Part III, Tokyu Hands, UNIQLO แล้วก็หาขนมกิน “เครปเย็น” ของขึ้นชื่อแถวนี้เลย

 

เนื่องจากว่าเราไปดึกแล้ว ร้านปิดเกือบหมดแล้ว อดทุกอย่าง

เหลือร้านเครปร้านเดียว แล้วก็ไม่ได้ร้านที่เป็นรถโฟล์ค มีแต่ร้านแบบให้นั่ง เลยลอง ไหนๆมาถึงแล้ว

ร้านนี้ชื่อ PARTY LAND จะมีเครป และไอศกรีมแบบให้เลือกขนาดถ้วย แล้วจะกดไอติมเท่าไหร่ก็ได้ รสอะไรก็ได้ ใส่ท๊อปปิ้งอะไรก็ได้ คิดราคาตามน้ำหนัก

 

ใสมาเกือบทุกรสอะ รสละมุม ตอนกินก็ไม่รู้หรอกอะไรอยู่ตรงไหน ฮ่าๆ

 

แต่นแต๊นน… น่ากินมะ หมดไป 1,340 Y คิดเป็นเงินไทยก็สี่ร้อยกว่าบาท เลือดซิบ

ตุ๊กตาหมีนั่นบัตรคิวของเครป คิขุจริง

 

ได้แล้ว เครปเย็น แต่เสียดายไม่มีไอติม #ของว่างมื้อดึก ที่นี่จะสี่ทุ่มแล้ว ถ้าเป็นที่ไทยก็เกือบเที่ยงคืน อ้วนมั้ย?? ไม่แคร์ ฮ่าๆ

 

IMAG0826

กินขนมเสร็จก็ได้เวลาเข้าที่พักแล้ว เดินกลับไปที่สถานี Shibuya แล้วนั่งไปลงที่สถานี Ikebukuro

อันที่จริง โรงแรมน่ะ อยู่ห่างจากทางออกสถานีไม่ถึง 200m ออกทางออก C6 มา (บันไดเลื่อนหันหน้าไปทาง Pasela) แล้วเลี้ยวซ้ายนิดเดียวก็ถึงแล้ว

แต่เราเดินตรงไป อ้อมเป็นสิบๆบล๊อก มันจะเจอมั้ย!!! = =”

[niceyoutubelite id=”pcUIOWwSH7A”]

นี่เป็น MV ที่เพื่อนถ่ายไว้ 2 วันแรกค่า ^^

 

 

สรุปค่าใช้จ่ายโดยประมาณ(ไม่รวมค่าของฝาก) มีแต่ค่ากิน ><”

ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ราเมง คนละ 300Y

Ramen คนละ 900Y

อาหารเย็น + น้ำ คนละ 720Y

Crepe 420 + 450 = 870Y

Ice cream 1340Y

———————-

Total 2472.5 Y << หารค่าขนม เพราะกินด้วยกัน 4 คน

ปล. รูปที่เห็นมาจากกล้องของทุกคนรวมกันคับผม ^^